Skip to main content

ผู้เขียน หัวข้อ: รวม คำศัพท์ Forex

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

  • *****
  • Administrator
  • Newbie
  • กระทู้: 20
  • การ์ม่า: +0/-0
รวม คำศัพท์ Forex
OP: 2020 06 01 16:38:04
คำศัพท์ Forex

Accrual =  การจัดสรรค่าพรีเมี่ยมและค่าส่วนลดสำหรับธุรกรรมเงินตราต่างประเทศล่วง
หน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่า swap (การ Arbitrage ของดอกเบี้ย) ในระยะเวลาของธุรกรรมนั้นๆ

Adjustment  =  การดำเนินการอย่างเป็นทางการโดยวิธีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการเงิน
เพื่อลดความไม่สมดุลในการใช้ จ่ายหรือวิธีการลดค่าเงิน

Appreciation  =  การแข็งค่าของสกุลเงินนั้นๆเมื่อมีอุปสงค์มากขึ้น

Arbitrage = การซื้อและขายในตลาดที่มีความสัมพันธ์กันเป็นจำนวนที่เท่ากันพร้อมๆกันเพื่อได้รับส่วนต่างระหว่างราคาในแต่ละตลาด

Ask (Offer) Price = เป็นราคาที่ตลาดต้องการขายในสกุลเงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาของคู่ USD/CHF
เป็น 1.4532 ราคาAsk คือ 1.4532 หมายความว่าท่านต้องใช้เงิน 1.4532 Swiss francs เพื่อที่จะซื้อ 1 US dollar

At Best = เป็นคำแนะนำจาก Dealer ในการซื้อหรือขายในเรทที่ดีที่สุดที่จะสามารถทำได้

At or Better  = เป็นการสั่งให้ซื้อหรือขายในราคาที่ต้องการหรือราคาที่ดีกว่านี้

Balance of Trade   = จำนวนส่งออกลบด้วยจำนวนนำเข้าของประเทศนั้นๆ

Bar Chart =  ประเภทของกราฟซึ่งแสดง 4 ส่วนหลักคือ ราคาต่ำสุดและราคาสูงสุด แสดงด้วยเส้นแนวตั้ง
และราคาเปิด และราคาปิดแสดงด้วยเส้นแนวนอนเส้นเล็กๆด้านซ้ายและขวา

Bear Market = เป็นช่วงตลาดขาลง มีการอ่อนค่าของราคา

Bid Price = เป็นราคาที่ตลาดต้องการซื้อในสกุลเงินนั้นๆ ตัวอย่างเช่น ถ้าราคาของคู่ USD/CHF เป็น 1.4527/32
ราคา Ask คือ 1.4527 หมายความว่าเมื่อท่านขายเงิน 1 US dollar ท่านจะได้รับ 1.4527 Swiss francs

Bid/Ask Spread = ส่วนต่างระหว่างราคา bid และราคา ask

Big Figure  = ทศนิยม 2 หรือ 3 หลักแรกของราคา ตัวอย่างเช่น ถ้าราคา bid/ask ของคู่ USD/JPY bid/ask
เป็น 115.27/32 ดังนั้น big figure คือ 115 ถ้าราคาของคู่ EUR/USD เป็น 1.2855/58 Big figure คือ 1.28 ซึ่งbig figure
ส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกแสดงในราคาที่ dealer เสนอมา เช่น ถ้าราคาของคู่ EUR/USD เป็น 1.2855/58 ทาง dealer
จะเขียนสั้นๆว่า “55/58” Book  = เป็นประวัติสรุปออเดอร์ที่เคยทำรายการมากทั้งหมด

Broker  = เป็นบริษัทที่ทำหน้าที่เสมือนคนกลางระหว่างคนซื้อและคนขายเพื่อเก็บค่าธรรมเนียม

Bull Market   = เป็นช่วงตลาดขาขึ้น มีการแข็งค่าของราคาA market distinguished by rising prices.

Bundesbank   = ธนาคารกลางของประเทศเยอรมัน

Cable   = เป็นชื่อเรียกของคู่สกุลเงิน GBP/USD ซึ่งเริ่มจากเมื่อช่วงกลางทศวรรษที่ 1800 มีการส่งราคาผ่านทาง
cable Candlestick Chart = เป็นประเภทของกราฟที่แสดงราคาเปิด ปิด และสูงสุด ต่ำสุดของช่วงเวลานั้นๆ
ถ้าราคาเปิดสูงกว่าราคาปิดช่องสี่เหลี่ยมระหว่างราคาเปิดและราคาปิดจะมีการแรเงาไว้ ถ้าราคาปิดสูงกว่าก็จะไม่มีการแรเงา

Cash Market = เป็นตลาดซื้อขาย future หรือ options

Central Bank  = เป็นหน่วยงานของรัฐบาลที่ควบคุมนโยบายทางการเงินของประเทศ ตัวอย่างเช่น ธนาคารกลางของ
ประเทศอเมริกาคือ Federal Reserve และธนาคารกลางของประเทศเยอรมันคือ Bundesbank

Chartist  = เป็นนักลงทุนที่วิเคราะห์แนวโน้มราคาจากกราฟเป็นหลัก หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่านักลงทุนทางเทคนิค

Cleared Funds  = เงินที่สามารถใช้ในการเปิดการซื้อขายได้

Clearing   = กระบวนการในการดำเนินการซื้อขาย Closed Position   = คือรายการซื้อขายที่ปิดไปแล้ว ซึ่งในการ
ปิดการซื้อขาย นักลงทุนก็จะต้องทำการซื้อหรือขายตรงข้ามกับรายการที่ได้ทำไว้แล้ว

Collateral  = หลักทรัพย์ประกัน

Commission = ค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากโบรกเกอร์

Confirmation   = เอกสารที่ยืนยันเงื่อนไขข้อตกลงในการซื้อขาย

Contagion  = แนวโน้มของวิกฤตเศรษฐกิจที่จะแพร่กระจายไปยังตลาดอื่นๆ ซึ่งในปี 1997 ความไม่มั่นคงทางการเมือง
ของประเทศอินโดนีเซียทำให้เกิดความไม่แน่นอนในสกุลเงิน Rupiah ซึ่งมีผลกระทบต่อไปยังหลายประเทศในทวีปเอเชีย
และต่อมาที่ทวีละตินอเมริกา ซึ่งเรียกเหตุการณ์นี้ว่า ‘Asian Contagion’

Contract    = หน่วยมาตรฐานของการซื้อขาย

Counter Currency   = สกุลเงินที่เขียนเป็นลำดับที่สองในคู่สกุลเงิน

Counterparty   = หนึ่งในผู้ที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายรายการทางการเงิน

Country Risk   = ความเสี่ยงในการทำธุรกรรมข้ามประเทศซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกฎหมายหรือเงื่อนไขทางการเมือง

Cross Currency Pairs   = คู่สกุลเงินที่ไม่มี US dollar เช่น EUR/JPY หรือ GBP/CHF.

Currency  = เงินที่ออกโดยรัฐบาลหรือธนาคารกลางซึ่งใช้ในการซื้อขาย

Currency Pair  = คู่สกุลเงินที่ประกอบไปด้วย 2 สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น EUR/USD

Currency Risk   = ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงเรทของค่าเงินอย่างผันผวน

Day Trader   = นักลงทุนที่ทำการเปิดและปิดการซื้อขายภายในวันเดียว

Dealer    = เป็นบุคคลหรือบริษัทที่ทำการเปิดการซื้อขายกับอีกตลาดหนึ่งเพื่อที่จะได้รับกำไรจากค่า
spread Deficit    = การขาดทุน

Delivery    = การทำการซื้อขายโดยได้รับสินค้ามาจริงๆ

Depreciation   = การลดค่าของสกุลเงิน

Derivative    = สัญญาซื้อขายจากการเปลี่ยนแปลงของราคาสินทรัพย์ ฟิวเจอร์ หรือสินค้าอื่นๆ ซึ่งออฟชั่นก็เป็น
derivative ที่นิยมซื้อขายกันมากที่สุด

Devaluation   = การลดค่าเงินซึ่งประกาศโดยรัฐบาลเป็นส่วนใหญ่

EURO (ECU)   = สกุลเงินยูโร European Monetary Union (EMU) ซึ่งมาแทนที่ European Currency Unit

Economic Indicator = สถิติที่ประกาศจากรัฐบาลเกี่ยวกับการเติบโตและความมีเสถียรภาพทางด้านเศรษฐกิจ
โดยทั่วไปจะประกอบไปด้วยอัตราการจ้างงาน, Gross Domestic Product (GDP), เงินเฟ้อ, ยอดค้าปลีก และอื่นๆ

End Of Day Order (EOD)   = รายการซื้อหรือขายตามราคาที่กำหนดไว้ รายการซื้อขายนี้จะเปิดไว้จนกระทั่งสิ้นสุดวันนั้นๆ
โดยทั่วไปจะเป็นเวลา 5PM ET

European Central Bank (ECB) = ธนาคารกลางของสหภาพยุโรป

European Monetary Union  = จุดประสงค์ของ EMU คือการก่อตั้งสกุลเงินยูโรเพื่อใช้แทนสกุลเงินของประเทศต่างๆใน
ทวีปยุโรปในปี 2002 ในวันที่ 1 มกราคา 1999 ได้เริ่มมีการทดลองใช้เงินสกุลยูโรเป็นเวลา 3 ปี และในวันที่ 1 กรกฏาคม 2002
ก็ได้มีการใช้อย่างเต็มรูปแบบ สมาชิกของ EMU ประกอบไปด้วย เยอรมัน, ฝรั่งเศส, เบลเยี่ยม, ลักเซมเบอร์ก,
ออสเตรีย, ฟินแลนด์, ไอร์แลนด์, เนเธอแลนด์, อิตาลี, สเปนและโปรตุเกส (EMU)

Forex, FX  (Foreign Exchange Market)  = การซื้อขายสกุลเงิน โดยการซื้อหนึ่งสกุลเงินและขายอีกสกุลเงินหนึ่งเป็นคู่

Federal Deposit Insurance Corporation (FDIC) = หน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการคุ้มครองการฝากเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา

Federal Reserve (Fed – เฟด)     = ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา

First In First Out    = กฎที่รายการซื้อขายที่เปิดก่อนจะถูกปิดก่อนในกรณีที่มาร์จินไม่พอ (FIFO)

Flat/square   = เป็นรายการซื้อขายที่หักล้างกัน เช่น ท่านทำรายการซื้อ $500,000 และอีกรายการนึงขาย $500,000

Forward  = สัญญาการซื้อขายล่วงหน้าในราคาและวันเวลาที่ได้ตกลงไว้

Forward Points    = จำนวน pip ที่เพิ่มหรือหักออกจากราคาปัจจุบันเพื่อที่จะคำนวณราคาล่วงหน้า

Fundamental Analysis   = การวิเคราะห์แนวโน้มราคาล่วงหน้าโดยการศึกษาสภาวะเศรษฐกิจและการเมืองเป็นหลัก

Futures Contract    = สัญญาแลกเปลี่ยนในการซื้อขายที่ราคาและวันเวลาที่ได้กำหนดไว้ ข้อแตกต่างระหว่าง Future
และ Forward คือ Future โดยปกติจะเป็น Exchange=Traded Contacts (ETC) ส่วน Forward นั้นจะเป็น Over The Counter (OTC)

G7   = ประเทศผู้นำในด้านอุตสาหกรรม ประกอบไปด้วย สหรัฐอเมริกา เยอรมัน ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร อังกฤษ แคนาดา อิตาลี

Going Long   = การซื้อสินค้า เช่น หุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ หรือสกุลเงิน

Going Short   = การขายสินค้าโดยที่ไม่ได้เป็นเจ้าของสินค้าเอง Good Til

Cancelled Order (GTC)  = การซื้อขายสินค้าในราคาที่กำหนดไว้ รายการจะยกเลิกเมื่อมีคำสั่งจากลูกค้าเท่านั้น

Gross Domestic Product = ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ

Gross National Product = ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ คือ Gross domestic product บวกด้วยรายได้จากการลงทุนหรือการ 
ทำงานต่างประเทศ

Hedge   = การเปิดรายการซื้อขายตรงข้ามกับรายการที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยงลง

Hit the bid   = การยอมรับการขายที่ราคา bid

Inflation    = สภาพเศรษฐกิจที่ราคาของสินค้าได้เพิ่มสูงขึ้น ทำให้อำนาจการซื้อของประชาชนลดลง

Initial Margin   = เงินประกันเริ่มต้นที่ต้องใช้ในการเปิดการซื้อขาย

Interbank Rates   = อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินระหว่างธนาคารต่างประเทศ

Intervention   = การแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางเพื่อควบคุมอัตราแลกเปลี่ยน

Kiwi    = คำแสดงของสกุลเงินดอลลาร์ประเทศนิวซีแลนด์

LIBOR = ย่อมาจาก London Inter=Bank Offered Rate ซึ่งธนาคารต่างๆจะใช้เรท LIBOR เมื่อทำการยืมเงิน
จากธนาคารอื่น Leading Indicators = ค่าสถิติที่ใช้คาดการณ์สภาวะทางเศรษฐกิจล่วงหน้า

Leverage = เป็นอัตราส่วนเพื่อที่จะใช้คำนวณมาร์จินในการซื้อขาย

Limit order = เป็นรายการซื้อขายที่ตั้งราคาไว้ล่วงหน้าว่าจะทำการซื้อขายที่ราคาเท่าไหร่ เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง
ในตลาดที่มีราคาขึ้นลงอย่างรวดเร็ว

Liquidation = การปิดรายการซื้อขายที่มีอยู่โดยใช้วิธี offsetting transaction

Liquidity = ความสามารถในการรับการซื้อขายปริมาณมากๆโดยที่มีผลกระทบต่อราคาน้อยที่สุด

Long position = รายการซื้อ รายการนี้จะได้กำไรเมื่อสินค้าที่เราทำรายการมีราคาสูงขึ้น

Lot = หน่วยของสัญญาที่ใช้ในการเทรด

Margin = จำนวนเงินประกันที่ใช้ในการเปิดออเดอร์

Margin Call = การแจ้งเตือนจากโบรกเกอร์หรือดีลเลอร์เพื่อแจ้งว่ามาร์จินเหลือน้อยแล้ว

Mark-to-Market = การคำนวณกำไรขาดทุนของรายการซื้อขายโดยให้สะท้อนกับราคาตลาดในปัจจุบัน

Market Maker = ดีลเลอร์ที่ส่งราคา bid และ ask และพร้อมที่จะทำรายการซื้อขายในสินค้าต่างๆ

Market Risk = ความเสี่ยงจากการขึ้นลงของตลาด

Maturity = วันที่หมดสัญญาการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน

Money Management (MM) = การบริหารเงินทุน

Net Position = จำนวนรายการซื้อขายทั้งหมดโดยไม่มีการหักล้างรายการที่เปิดตรงข้ามกัน

Offer (ask) = ราคาที่ดีลเลอร์ต้องการขาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่คำศัพท์ Ask (offer) price

Offsetting transaction = การซื้อขายที่เปิดตรงกันข้ามกับรายการที่มีอยู่เพื่อลดความเสี่ยง

One Cancels the Other Order (OCO) = เป็นการประมวลผลของ 2 ออเดอร์ ถ้าออเดอร์ใดออเดอร์หนึ่งได้เปิด
การซื้อขายแล้ว อีกออเดอร์หนึ่งจะถูกยกเลิกอัตโนมัติ

Open order = ออเดอร์ที่ได้รับการประมวลผลเมื่อราคาได้มาถึงราคาที่มีการตั้งซื้อขายไว้ ซึ่งปกติก็จะเชื่อมโยงกับ
Good ’til Cancelled Orders.

Open position = เป็นรายการซื้อขายที่กำลังอยู่ในตลาด ยังไม่มีการคิดกำไรขาดทุนจนกว่าจะปิดรายการ

Order = การสั่งการซื้อขายตามที่ได้ตั้งราคาไว้

Over the Counter (OTC) = เป็นการอธิบายถึงรายการซื้อขายที่เกิดขึ้นนอกตลาด

Overnight Position = การซื้อขายที่เปิดข้ามวัน

Pips = หน่วยทีเล็กที่สุดของราคาของคู่สกุลเงิน ตัวอย่างเช่น คู่สกุลเงิน EURUSD 1 pip จะเท่ากับ 0.0001
ซึ่งอาจจะเรียกว่า Point ก็ได้

Political Risk = การเปลี่ยนแปลงนโยบายของรัฐบาลที่จะมีผลอย่างมากต่อรายการซื้อขายของนักลงทุน

Position = รายการซื้อขายสุทธิของสกุลเงินนั้นๆ

Premium = จำนวนที่ราคาของ forward หรือ future เกินไปจากราคา spot

Price Transparency = การแสดงราคาให้กับนักลงทุนทุกคนเพื่อความเท่าเทียมกันในการซื้อขาย

Profit /Loss or “P/L” or Gain/Loss = ยอดกำไรหรือขาดทุนจากรายการซื้อขายทั้งหมด
(รายการที่ได้ทำการปิดเรียบร้อยแล้วบวกหรือลบด้วยยอดกำไรขาดทุนของรายการที่ยังเปิดค้างอยู่)

Quote = ราคาตลาดที่แสดงเพื่อทำการซื้อขาย

Rally = การเพิ่มขึ้นของราคาหลังจากราคาได้ตกลงมาเป็นเวลาช่วงหนึ่ง

Range = ส่วนต่างระหว่างราคาสูงสุดและราคาต่ำสุดในช่วงเวลาหนึ่งๆ

Rate = อัตราส่วนของราคาในสกุลเงินหนึ่งเมื่อเทียบกับสกุลเงินหนึ่ง

Resistance = เป็นคำที่ใช้ในการวิเคราะห์ทางเทคนิคซึ่งจะเป็นการวิเคราะห์ว่าคนส่วนใหญ่จะทำการขายที่ราคานี้

Revaluation = การเพิ่มขึ้นของค่าเงินอันเนื่องมาจากการแทรกแซงของธนาคารกลาง ตรงข้ามกับ Devaluation.

Risk = ความเสี่ยงในการเปลี่ยนแปลงของราคาที่ไม่แน่นอน

Risk Management = การวิเคราะห์และใช้เทคนิคการเทรดในการลดความเสี่ยงต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้น

Roll-Over   = กระบวนการในการซื้อขายที่มีการทิ้งไว้ข้ามวัน ซึ่งกระบวนการนี้ก็จะมีค่าใช้จ่าย(หรือรายได้)
จากส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่าง 2 สกุลเงิน

Round trip = การซื้อและขายในสกุลเงินหนึ่งๆ

Settlement = กระบวนการที่รายการซื้อขายได้ถูกบันทึกไว้ ซึ่งการซื้อขายนี้อาจจะไม่ได้เป็นการแลกเปลี่ยนสินค้า
กันจริงๆก็ได้ Short Position = เป็นรายการซื้อขายที่จะได้กำไรเมื่อราคาของสินค้านั้นๆตกลงมา

Spot Price = ราคาตลาดปัจจุบัน

Spread = ส่วนต่างของราคา bid และ offer Square = การที่มีรายการซื้อและรายการขายที่หักล้างกันทั้งหมด

Sterling = คำสแลงของสกุลเงินปอนด์

Stop Loss  (SL) = จุดที่กำหนดไว้เพื่อปิดออเดอร์  ที่ขาดทุน

Support Levels = เป็นแนวรับที่ตรงข้ามกับแนวต้าน (Resistance) แนวรับนี้จะเป็นแนวที่นักลงทุนส่วนใหญ่จะทำการซื้อ

Swap = ดอกเบี้ย swap เป็นดอกเบี้ยที่เราจะได้หรือเสียไปเมื่อเราทำการเปิดออเดอร์ทิ้งไว้ข้ามคืน

Swissy = เป็นคำศัพท์สแลงจากสกุลเงินฟรังก์ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์

Technical Analysis = การวิเคราะห์แนวโน้มโดยใช้ข้อมูลตลาดย้อนหลัง เช่น ราคา, ปริมาณซื้อขาย, ดอกเบี้ย และอื่นๆ

Tick = การเปลี่ยนแปลงของราคาขึ้นลงในแต่ละครั้ง

Tomorrow Next (Tom/Next) = การปิดการซื้อขายสกุลเงินในวันปัจจุบันและกลับมาเปิดรายการอีกในวันถัดไป
เพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับเงินจริงๆจากการซื้อขายนี้

Transaction Cost = ต้นทุนในการทำรายการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงิน

Transaction Date = วันที่ทำรายการซื้อขาย

Turnover = จำนวนเงินทั้งหมดที่ทำรายการซื้อขายไปในช่วงเวลาหนึ่งๆ

Two-Way Price = การแสดงราคา bid และ offer

Take Profit (TP) จุดที่กำหนดไว้เพื่อปิดออเดอร์ ที่กำไร

US Prime Rate = อัตราดอกเบี้ยที่ธนาคารของสหรัฐอเมริกาให้ลูกค้าองค์กรกู้ยืม

Unrealized Gain/Loss = ยอดกำไรขาดทุนสำหรับรายการซื้อขายที่ยังไม่ได้ปิดในขณะนั้น ถ้ารายการซื้อขาย
นั้นปิดแล้วก็จะเป็นกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง

Uptick = ราคาตลาดใหม่ที่แสดงขึ้นมาสูงกว่าราคาก่อนหน้านี้

Uptick Rule = ในประเทศสหรัฐอเมริกาจะมีเงื่อนไขว่าจะไม่สามารถเปิดรายการขายได้ถ้ารายการซื้อขายล่าสุด
มีราคาไม่ต่ำกว่าราคาที่นักลงทุนกำลังจะขายต่อไป

Value Date = วันที่ตกลงทำสัญญาซื้อขาย ตัวอย่างเช่น ในตลาด spot value date คืออีก 2 วันถัดไป
หรืออาจจะเรียกว่า maturity date ก็ได้

Variation Margin = เงินประกันที่ทางโบรกเกอร์ให้สำรองไว้เมื่อทำการซื้อขาย

Volatility (Vol) = การวัดสถิติความเคลื่อนไหวของราคาในเวลาหนึ่งๆ

Whipsaw = เป็นรูปแบบราคาที่ขึ้นไปอย่างรวดเร็วและหลังจากนั้นก็ตกลงมาเร็วเช่นกัน

Yard = คำสแลงของพันล้าน.
  • IP logged
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 2020 06 07 23:24:33 โดย Admin เม่า$ »